ภาพประกอบ วางระบบคลาวด์และดูแลต่อเนื่อง

เรารับวางโครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ให้องค์กร แล้วดูแลต่อหลังระบบขึ้นใช้งานจริง ตั้งแต่เลือกผู้ให้บริการที่เหมาะกับงาน วางผังเครือข่ายและกฎไฟร์วอลล์ให้เปิดเฉพาะพอร์ตที่จำเป็น ติดตั้งใบรับรอง TLS พร้อมต่ออายุอัตโนมัติ วางระบบสำรองข้อมูลที่ซ้อมกู้คืนจริง ตั้งการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน ไปจนถึงการจัดสิทธิ์ว่าใครถือกุญแจอะไร แนวทางทั้งหมดนี้มาจากระบบที่เราดูแลเอง ซึ่งรันเว็บแอปพลิเคชันราวยี่สิบตัวบนเครื่องเดียว โดยมี nginx เป็นประตูสาธารณะเพียงทางเดียว

เหมาะกับใคร
องค์กรที่มีระบบอยู่บนคลาวด์แล้วแต่ยังไม่มีคนดูแลประจำ ทีมที่กำลังย้ายจากเซิร์ฟเวอร์เดิมขึ้นคลาวด์ และธุรกิจที่อยากส่งมอบระบบให้ทีมภายในรับช่วงดูแลต่อได้เอง

Cloud InfrastructureGCP / Azure / AWSDigitalOceannginxTLS / Let's EncryptBackup & Restore

สอบถามเรื่องนี้

เลือกคลาวด์จากลักษณะงาน ไม่ใช่จากชื่อแบรนด์

GCP, Azure, AWS และ DigitalOcean ทำงานพื้นฐานได้เหมือนกันเกือบทั้งหมด สิ่งที่ต่างกันจริงคือรายละเอียดที่มีผลกับงานของคุณ เช่น องค์กรผูกอยู่กับ Microsoft 365 หรือ Google Workspace อยู่แล้วหรือไม่ ต้องการศูนย์ข้อมูลใกล้ผู้ใช้ในไทยแค่ไหน งานเป็นการประมวลผลตามรอบหรือรับทราฟฟิกตลอดเวลา ต้องใช้ GPU หรือบริการฐานข้อมูลแบบจัดการให้หรือเปล่า และทีมที่จะรับช่วงดูแลต่อคุ้นกับเครื่องมือของเจ้าไหน เราจึงไล่คำถามเหล่านี้ให้จบก่อน แล้วค่อยเลือกผู้ให้บริการ บางงานลงตัวกับเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กบน DigitalOcean มากกว่าบริการแบบจัดการให้ที่ซื้อมาเผื่อโหลดซึ่งยังไม่เกิด

  • เริ่มจากลักษณะงาน ทั้งปริมาณทราฟฟิก รอบการประมวลผล และความต้องการ GPU
  • ดูว่าองค์กรผูกกับระบบเดิมของเจ้าไหนอยู่แล้ว เช่น Microsoft 365 หรือ Google Workspace
  • พิจารณาที่ตั้งศูนย์ข้อมูลและข้อกำหนดว่าข้อมูลต้องเก็บอยู่ที่ใด
  • ประเมินว่าทีมภายในจะดูแลต่อบนเครื่องมือชุดไหนได้จริง
  • ใช้หลายเจ้าร่วมกันได้ ถ้าแยกงานแล้วคุ้มกว่ารวมไว้ที่เดียว

เปิดเฉพาะประตูที่จำเป็นต้องเปิด

ผังเครือข่ายคือการตัดสินใจว่าอะไรมองเห็นอะไรได้บ้าง เราวางให้ฐานข้อมูล คิวงาน และบริการภายในอยู่บนเครือข่ายส่วนตัวโดยไม่มีที่อยู่สาธารณะ แล้วเหลือทางเข้าจากอินเทอร์เน็ตทางเดียวคือ reverse proxy ที่เป็นจุดถือใบรับรอง TLS ส่วนพอร์ตบริหารระบบอย่าง SSH เปิดเฉพาะจากที่อยู่ที่ระบุไว้ ใบรับรองใช้ Let's Encrypt ต่ออายุอัตโนมัติ และต้องตรวจด้วยว่ารอบต่ออายุทำงานจริง เพราะใบรับรองหมดอายุกลางดึกคือเหตุขัดข้องที่ป้องกันได้ทั้งหมด

จุดที่พลาดกันบ่อยที่สุดคือแอปที่ผูกกับทุกอินเทอร์เฟซ ถ้าแอปฟังอยู่บนทุกอินเทอร์เฟซแทนที่จะเป็น 127.0.0.1 พอร์ตนั้นจะเข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ตโดยตรง ไม่ผ่าน TLS ไม่ว่า reverse proxy จะตั้งค่าไว้อย่างไรก็ตาม เราจึงผูกทุกแอปไว้กับ loopback ให้ proxy เป็นประตูเดียวจริง ๆ และใส่กฎปฏิเสธชุดเดียวกันในทุกโดเมน สำหรับหน้าเอกสาร API ที่เฟรมเวิร์กเปิดไว้ให้เองและไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วยจุด

  • ฐานข้อมูลและบริการภายในอยู่บนเครือข่ายส่วนตัว ไม่มีที่อยู่สาธารณะ
  • reverse proxy เป็นทางเข้าเดียวจากอินเทอร์เน็ต และเป็นจุดที่ถือ TLS
  • แอปผูกกับ 127.0.0.1 ไม่ใช่ผูกกับทุกอินเทอร์เฟซ
  • SSH และพอร์ตบริหารระบบเปิดเฉพาะจากที่อยู่ที่ระบุไว้
  • ใบรับรอง Let's Encrypt ต่ออายุอัตโนมัติ และหนึ่งใบครอบคลุมได้หลายชื่อโดเมน
  • กฎปฏิเสธชุดเดียวกันทุกโดเมน ปิดหน้าเอกสาร API และไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วยจุด

สำรองข้อมูลที่กู้คืนได้จริง และรู้ตัวก่อนลูกค้าโทรมา

การสำรองข้อมูลที่ไม่เคยกู้คืนคือความหวัง ไม่ใช่แผนสำรอง เราจึงตั้งรอบสำรองพร้อมระบุว่าย้อนกลับได้ไกลแค่ไหน เก็บสำเนาไว้คนละที่กับระบบต้นทาง แล้วซ้อมกู้คืนขึ้นบนเครื่องแยก เพื่อจับเวลาที่ใช้จริงและตรวจว่าข้อมูลครบ ก่อนจะเชื่อว่าใช้ได้

ฝั่งเฝ้าระวัง เราตรวจถึงระดับพอร์ตว่าบริการยังรับการเชื่อมต่อได้จริง ไม่ใช่แค่ดูว่าโปรเซสยังอยู่ เพราะโปรเซสที่ค้างก็ยังนับว่ามีชีวิตทั้งที่ไม่ตอบอะไรแล้ว นอกจากนี้ยังเฝ้าดูพื้นที่ดิสก์ หน่วยความจำ วันหมดอายุใบรับรอง และรวมบันทึกของทุกบริการไว้ที่เดียวเพื่อย้อนดูตอนเกิดเหตุ

เรื่องสิทธิ์เข้าถึง เราทำทะเบียนว่าใครถือกุญแจอะไร ใช้บัญชีรายคนแทนบัญชีกลางที่ใช้ร่วมกัน เก็บความลับไว้นอกโค้ดเสมอ และเขียนขั้นตอนถอนสิทธิ์ไว้ล่วงหน้า เพราะวันที่ต้องใช้จริงคือวันที่ไม่มีเวลานั่งคิด

  • รอบสำรองข้อมูลที่ระบุได้ว่าย้อนกลับได้ไกลแค่ไหน และเก็บคนละที่กับระบบต้นทาง
  • ซ้อมกู้คืนบนเครื่องแยก เพื่อรู้เวลาที่ใช้และความครบถ้วนของข้อมูล
  • ตรวจสุขภาพถึงระดับพอร์ต ไม่ใช่แค่ดูว่าโปรเซสยังอยู่
  • เฝ้าดูพื้นที่ดิสก์ หน่วยความจำ และวันหมดอายุใบรับรอง
  • รวมบันทึกของทุกบริการไว้ที่เดียวสำหรับย้อนดูตอนเกิดเหตุ
  • บัญชีรายคน ทะเบียนกุญแจ และขั้นตอนถอนสิทธิ์ที่เขียนไว้ก่อนถึงวันใช้งาน

ค่าใช้จ่ายบนคลาวด์เป็นผลของการออกแบบ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ที่รอรับ

บิลคลาวด์ที่บานปลายมักไม่ได้มาจากราคาต่อหน่วย แต่มาจากการตัดสินใจตอนออกแบบ เช่น เครื่องที่เปิดค้างไว้ทั้งที่งานจริงใช้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ค่ารับส่งข้อมูลออกที่ไม่มีใครนับ บริการแบบจัดการให้ที่ซื้อเผื่อโหลดซึ่งยังไม่เกิด และดิสก์กับสแนปช็อตที่ลืมลบ เราจึงประเมินค่าใช้จ่ายไปพร้อมกับการออกแบบสถาปัตยกรรม แยกให้เห็นว่าส่วนไหนจ่ายคงที่และส่วนไหนแปรตามการใช้งาน ติดป้ายกำกับทรัพยากรเพื่อให้สาวได้ว่าค่าใช้จ่ายแต่ละบรรทัดมาจากระบบใด แล้วตั้งงบพร้อมแจ้งเตือนเมื่อยอดวิ่งเกินแนวโน้มปกติ

เมื่อระบบนิ่งแล้ว เราส่งมอบทั้งสคริปต์ที่ใช้ติดตั้งจริง เอกสารผังระบบ และขั้นตอนที่ทีมคุณทำตามเองได้ การติดตั้งที่เป็นสคริปต์สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะขั้นตอนที่ทำด้วยมือจะเพี้ยนไปทีละนิดทุกครั้งที่ทำซ้ำ ส่วนสคริปต์ให้ผลเหมือนเดิมและอ่านย้อนได้ว่าตอนนั้นทำอะไรไปบ้าง

  • ประเมินค่าใช้จ่ายไปพร้อมกับการออกแบบ ไม่ใช่หลังได้บิลใบแรก
  • แยกให้เห็นว่าส่วนไหนจ่ายคงที่ ส่วนไหนแปรตามการใช้งาน
  • ติดป้ายกำกับทรัพยากร เพื่อสาวได้ว่าค่าใช้จ่ายมาจากระบบใด
  • ตั้งงบและการแจ้งเตือนเมื่อยอดเกินแนวโน้มปกติ
  • ปิดหรือลดขนาดสิ่งที่ไม่ได้ใช้ตลอดเวลา และเก็บกวาดดิสก์กับสแนปช็อตที่ค้างไว้
  • ส่งมอบด้วยสคริปต์ติดตั้ง เอกสารผังระบบ และขั้นตอนสำหรับทีมภายใน

ความสามารถหลัก

  • เลือกผู้ให้บริการจากลักษณะงาน ทั้ง GCP, Azure, AWS และ DigitalOcean
  • วางผังเครือข่ายและกฎไฟร์วอลล์ ให้เปิดเฉพาะพอร์ตที่จำเป็น
  • แอปผูกกับ loopback โดยมี reverse proxy เป็นทางเข้าเดียว
  • ใบรับรอง TLS ต่ออายุอัตโนมัติ พร้อมตรวจว่ารอบต่ออายุทำงานจริง
  • สำรองข้อมูลพร้อมซ้อมกู้คืนจริงบนเครื่องแยก
  • เฝ้าระวังถึงระดับพอร์ต พร้อมแจ้งเตือนดิสก์ หน่วยความจำ และวันหมดอายุใบรับรอง
  • บัญชีรายคน ทะเบียนกุญแจ และขั้นตอนถอนสิทธิ์
  • ประเมินค่าใช้จ่ายตั้งแต่ออกแบบ พร้อมป้ายกำกับและการแจ้งเตือนงบประมาณ

อยากได้ระบบแบบนี้

เล่าโจทย์ให้เราฟัง แล้วเราจะช่วยประเมินว่าต้องปรับอะไรให้เข้ากับงานของคุณ

ติดต่อเรา ดูโซลูชันอื่น